โรงเรียนวัดท่าเจริญ

หมู่ที่ 2 บ้านท่าชี ตำบล ท่าชี อำเภอ บ้านนาสาร จังหวัด สุราษฎร์ธานี 84120

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

077-348115

การฝึกฝน EF หรือทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง 

รู้จัก EF สำคัญอย่างไรสำหรับเด็ก กับทักษะที่เด็กๆ ทุกคนได้เรียนรู้ และได้สัมผัส กับหลักการที่ใช้ในการพัฒนา ที่ทำได้ด้วย การฝึกฝน อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง EF คือทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง
ที่เป็นกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมอง เกี่ยวกับ การคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข อยู่กับคนอื่นเป็น มีความสุขเป็น คือการฝึกทักษะสมองสำคัญที่เรียกว่า Executive Functions หรือ EF
ซึ่งช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต  โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาทางด้านสมาธิ หากไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้องอาจทำให้มีปัญหาด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเรียน และการเข้าสังคมในอนาคต การฝึกทักษะสมองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

การฝึกฝน EF

 

รู้จัก EF สำคัญอย่างไรสำหรับเด็ก

ทักษะ EF หรือ Executive Functions เป็นทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง คือกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำ เป็นทักษะที่ทุกคนต้องใช้และมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในชีวิต ซึ่งมนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะ EF แต่สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF คืออายุ 4 – 6 ขวบ เพราะสมองส่วนหน้าพัฒนาได้มากที่สุด

การฝึกฝน EF ด้วยหลัก 4R ได้แก่

1R การให้เกียรติกัน ( Respect)
อย่างแรกเลยที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือ ทำให้ลูกเห็นว่าเราให้เกียรติ และสนใจเขาอยู่เสมอ เมื่อเราทำให้ลูกรู้สึกว่าเราเคารพในความเป็นเขา เขาก็จะเรียนรู้การให้เกียรติคนอื่นเช่นกัน ซึ่งวิธีให้เกียรตินั้นสามารถทำได้ง่ายๆ อย่างเช่นการไม่ใช้วิธีตะโกนสั่งหรือบอก แต่เลือกที่จะเข้าถึงตัวเพื่อพูดคุยให้เข้าใจ อย่างเรียกไปอาบน้ำ, เรียกกินข้าว ควรเข้าถึงตัวและพูดคุย ดีกว่ามาแต่เสียง

2R พูดคุยเรื่องของลูก ( Relationship )
แน่นอนว่าใครๆ ก็ย่อมชอบให้การพูดคุยมีเรื่องราวของตนเองร่วมอยู่ในบทสนทนา ร่วมถึงลูกของเรา ที่เขาต้องการ การพูดคุย ซึ่งการคุยนี้อาจมีเราเป็นคนเริ่มบทสนทนาโดยให้เขาเป็นคนตอบ จะทำให้เขามีทักษะในการถามตอบมากขึ้น ช่วยพัฒนาระบบความคิดวิเคราะห์ ว่าต้องตอบอะไรจึงเหมาะสมกับบทสนาทนา, มีทักษะในการเข้าสังคมเพิ่มขึ้น และเปิดใจที่จะแชร์เรื่องราวตนเอง

3R ให้สิทในการตัดสินใจ ( Responsilibity )
เพราะการเป็นพ่อแม่คือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แต่ในความจริงแล้วนั้น สิ่งที่ลูกได้เลือกให้ตนเองถึงจะเรียกว่าดีทที่สุดที่เขาจะได้รับ ฉะนั้นแล้ว การให้ลูกได้ลองตัดสินใจก็จะเป็นการช่วยให้สมองด้านการกล้าแสดงความเห็น, กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ตนเชื่อมั่น แต่หากกลัวว่าจะไม่มีใครคอยคุมหรือดูแลได้ว่าควรเป็นในแนวทางไหน ลองทำเป็นทางเลือกและให้ลูกได้มีสิทธิ์เลือกทางที่ต้องการได้ เช่น ” วันนี้เรามีไข่เจียวหัวหอม กับผัดกะหล่ำใส่กุ้ง หนูอยากทานอะไรครับ? ” , ” อีก 10 นาทีจะสองทุ่ม คนเก่งอยากจะอาบน้ำให้เสร็จแล้วค่อยดูการ์ตูน หรือดูจบตอนนี้แล้วค่อยไปอาบคะ? ”

4R ชื่นชมเมื่อลูกทำสำเร็จ ( Rewards )
ไม่มีอะไรดีไปกว่าคำชมจากพ่อแม่ที่จะมีให้ลูกอีกแล้ว เพราะในสมัยที่คุณพ่อคุณแม่ยังเป็นเด็ก ตอนที่ได้รับคำชมจากคนที่เรารักเราก็รู้สึกมีความสุข กับลูกเองก็เช่นกัน เมื่อเขาได้รับคำชมจากเรา เขาก็จะมีกำลังใจที่จะทำต่อไปในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ไม่ว่าจะเรื่องที่เรามองว่าเล็ก อย่างการกรอกน้ำ, ล้างจาน หรือแม้แต่การทำข้อสอบเล็กๆ ที่ได้คะแนนดี ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ควรชมทั้งสิ้น แต่การชมนั้น จะต้องชมด้วยความจริงใจ ไม่เหมือนชมผ่านๆ ถึงจะได้ผลสูงสุดในการพัฒนาของลูก เช่นหากอยากชมลูกว่าทำสิ่งนี้ได้ดี ควรชมให้ครบจากคำว่า ” เก่งจังเลย ” เป็น ” ลูกทำงานศิลปะอันนี้ออกมาได้สวยมากเลย แม่ชอบสีที่ลูกใช้นะ”

อ่านบทความดีๆจากทางโรงเรียน ได้ที่ นานาสาระ

อัพเดทล่าสุด

ร่วมกันทำงานด้วยกัน เป็นการสร้างปัจจัยเชิงบวก เช่น การสื่อสาร ประสิทธิภาพการทำงาน ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือวิธีส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบัน คณาจารย์ และนักศึกษา